ออสสิริส กรุ๊ป    ออสสิริส ฟิวเจอร์ส   

Ausiris-Gold

Got Wealth, Get Smart

ประกาศราคาทองสมาคมค้าทองคำ 96.5% ประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560 ครั้งที่ 1 เวลา 09.29น. | ทองคำแท่ง รับซื้อคืนบาทละ 20,600 และขายออกที่บาทละ 20,700 | ทองรูปพรรณ รับซื้อคืนบาทละ 20,223.44 และขายออกที่บาทละ 21,200

เกี่ยวกับทองคำ

 

ทองคำกับการสร้างพอร์ทโฟลิโอ

มีเหตุผลหลายประการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนได้แนะนำให้นักลงทุนจัดสรรเงินทุนบางส่วนมาลงทุนในทองคำ จากการวิเคราะห์ของ World Gold Council ได้แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรเงินลงทุนในระดับปานกลาง คือประมาณ 2-10% มาลงทุนในทองคำสามารถลดความผันผวนของผลตอบแทนรวมของพอร์ทได้ นอกจากนี้คุณลักษณะเฉพาะตัวบางประการของทองคำยังส่งเสริมให้พอร์ทมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีได้ คุณลักษณะเหล่านั้นคือ

ทองคำช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ มีคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะดพิ่มสูงขึ้นในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ส่วนหนึ่งมาจากความพยายามในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินโดยใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน(Quantitative Easing; QE) จากข้อมูลในอดีตอันยาวนานแสดงให้เห็นคุณสมบัติของทองคำที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและสามารถรักษามูลค่าของตัวเองได้ มูลค่าของทองคำสามารถผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับโลก และวิกฤตการณ์ต่างๆ ในตลาดได้โดยมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าสกุลเงินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ

ทองคำช่วยสร้างสมดุล ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจชลอตัวและมีการแข่งขันระหว่างประเทศสูง หลายประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้พยายามลดค่าเงินของตัวเองหรือพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การที่สกุลเงินเหล่านั้นด้อยค่าลงอาจทำให้พอร์ทของนักลงทุนเกิดความเสียหาย แต่ด้วยเหตุที่ปัจจัยที่กระทบต่อราคาทองคำ(อุปสงค์และอุปทานของทองคำ) นั้นเป็นอิสระกับปัจจัยที่กระทบต่อการลงทุนอื่นๆ และในบางครั้งก็เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับปัจจัยอื่นๆ ทองคำจึงสามารถสร้างสมดุลให้กับพอร์ทการลงทุนได้ นอกจากนี้ด้วยคุณลักษณะเฉพาะตัวของทองคำที่ไม่สัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นและมีความสัมพันธ์เชิงแปรผกผันกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงสามารถใช้ทองคำเป็นกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ประกอบอยู่ในการลงทุนได้ด้วย

ทองคำมีสภาพคล่องสูงและจับต้องได้ คุณสมบัติประการหนึ่งของทองคำทีี่แตกต่างจากสินทรัพย์อื่นๆ คือนักลงทุนสามารถครอบครองทองคำได้โดยตรง และสามารถซื้อขายได้เกือบจะตลอด 24 ชั่วโมงในแต่ละวัน 7 วันตลอดแต่ละสัปดาห์  และเกือบทุกที่ทั่วทุกมุมโลก มีส่วนต่างราคารับซื้อคืนและราคาขายที่แคบ(Low price spreads) นอกจากนี้ทองคำยังปลอดความเสี่ยงด้านเครดิท(Credit risk) และการผิดนัดชำระหนี้ของคู่สัญญา(Counterparty risk) ด้วย

ทองคำให้ผลตอบแทนดีเมื่อสินทรัพย์อื่นๆ ให้ผลตอบแทนย่ำแย่ จากข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่าทองคำสามารถบรรเทาผลขาดทุนเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายขึ้นในตลาด ตัวอย่างเช่น   พอร์ทการลงทุนหนึ่งมีทองคำอยู่ 5% ในช่วง “Black Monday” (19 ตุลาคม ค.ศ.1987) ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ร่วงลงอย่างหนัก พอร์ทนี้ยังคงมีกำไรอยู่ 1% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทองคำเคลื่อนไหวเป็นอิสระจากสินทรัพย์อื่นๆ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเม็ดเงินจะไหลไปสู่สินทรัพย์ที่มีคุณค่ามากกว่าเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

ทองคำมีรูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย เหมาะสมกับนักลงทุนทุกประเภท ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ซึ่งทำให้นักลงทุนทุกประเภทสามารถลงทุนในทองคำได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน(Exchange-traded Funds; ETFs) ทองคำแท่ง เหรียญทองคำ บัญชีสะสมทองคำ และสินทรัพย์ที่อ้างอิงกับราคาทองคำ 

 

แหล่งข้อมูลที่อ้างอิง : 

World Gold Council, Investment, Why invest in gold, Advisors, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก  http://www.gold.org/investment/why-invest-gold/advisors (วันที่ค้นข้อมูล 12 พฤษภาคม 2557)

 

รูปแบบการลงทุนในทองคำ

การลงทุนในทองคำมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีระดับความเสี่ยง จำนวนเงินที่ต้องใช้ ความซับซ้อน และมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเลือกให้เข้ากับวัตถุประสงค์การลงทุนของตนเองได้

1.     ทองรูปพรรณ (Gold Ornament)

ทองรูปพรรณ คือทองคำที่ถูกนำมาแปรรูปให้มีความสวยงาม สวมใส่เป็นเครื่องประดับได้ เช่น สร้อยคอทองคำ กรอบพระเครื่อง แหวนทองคำ สร้อยข้อมือ กำไลข้อเท้า เป็นต้น   ซึ่งความสวยยงามนี้ก็คือที่มาของค่าแรงในการทำลวดลายต่างๆ หรือที่เราเรียกว่าค่ากำเหน็จนั่นเอง  ค่ากำเหน็จจะมีระดับต่างๆ กันไปตามความยากง่ายและขนาดของชิ้นงาน ค่ากำเหน็จจะถูกบวกเข้าไปต่างหากจากค่าทองคำ ซึ่งราคารับซื้อและราคาขายออกของทองรูปพรรณกับทองคำแท่งจะเป็นคนละราคากัน เช่นในวันหนึ่ง ทองคำแท่งอาจมีราคารับซื้อคืนบาทละ 20,000 บาท ราคาขายออก 20,100 บาท แต่ถ้าเป็นทองรูปพรรณในช่วงเวลาเดียวกันอาจมีราคารับซื้อคืนบาทละ 19,860 ราคาขายออก 20,700 บาท เป็นต้น  นอกจากนี้เมื่อร้านค้ารับซื้อคืนทองรูปพรรณจะมีการหักค่าสึกหรอ ที่เกิดจากเวลาเราสวมใส่อาจเกิดการกระทบจนเกิดการสึกหรอ ทำให้น้ำหนักทองหายไป  และน้ำหนักที่ชั่งได้นั้นยังมีน้ำหนักของน้ำประสานทองซึ่งใช้ในการผลิตทองรูปพรรณอยู่ด้วย จึงมีการหักออกด้วยเช่นกัน ทำให้ราคารับซื้อคืนต่ำกว่าราคาทองคำแท่งอยู่หลายร้อยบาท จึงไม่เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น ในปัจจุบันการลงทุนหรือเก็งกำไรในทองคำแท่งจึงเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ทองรูปพรรณก็ยังได้รับความนิยมอยู่ เนื่องจากมีมูลค่าทางใจ เป็นสิ่งที่มอบให้กันเพื่อแสดงความรัก หรือความเคารพนับถือบูชา และเป็นเรื่องความนิยมทางสังคมมากกว่าเน้นการลงทุน แต่ก็ยังถือว่าเป็นการเก็บออมหรือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง

2.     ทองคำแท่ง (Gold Bullion)

ในปัจจุบันรูปแบบการลงทุนทองคำแท่งในประเทศไทยสามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก 2 รูปแบบตามวิธีการซื้อขายคือ

2.1 การซื้อที่ร้านทองแบบดั้งเดิม คือนำเงินสดไปชำระที่หน้าร้านแล้วรับทองกลับมาเลย หรือบางร้านอาจให้ตั๋วทองคำแทนการให้ทองคำแท่งจริงในภาวะที่ทองคำขาดตลาด และสามารถนำตั๋วนั้นไปขายคืนให้ทางร้านได้เสมือนนำทองคำแท่งไปขายคืนทางร้าน

2.2 การซื้อขายทองคำแท่งผ่านทางโทรศัพท์และทางระบบออนไลน์ ซึ่งลูกค้าจะต้องมีการเปิดบัญชีหรือสมัครสมาชิกกับร้านค้าหรือบริษัทค้าทองคำ และวางหลักประกันเพื่อสามารถส่งคำสั่งซื้อขายทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่การตลาดหรือส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตนเองผ่านระบบซื้อขายออนไลน์ และชำระเงินด้วยวิธีโอนเงินหรือให้หักบัญชีอัตโนมัติ และไปรับทองคำแท่งที่ร้านค้าหรือบริษัทภายหลังจากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว และเมื่อต้องการสั่งขายก็ทำในลักษณะเดียวกัน คือหลังจากล้อคราคาทางโทรศัพท์หรือทางระบบซื้อขายออนไลน์แล้วก็นำทองคำไปส่งมอบภายหลังได้(ระยะเวลาแล้วแต่เงื่อนไขของทางร้านหรือบริษัท) การทำธุรกรรมลักษณะนี้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อขายได้สะดวกรวดเร็ว ล้อคราคาได้ และลดความเสี่ยงด้านการพกเงินสดหรือทองคำติดตัวไว้ได้มากกว่าการเดินทางไปซื้อขายที่ร้านทอง

3.     เหรียญทองคำ (Gold Coins and Collector Coins)

การลงทุนในเหรียญทองคำในระดับสากล สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท ซึ่งการแบ่งประเภทนี้จะใช้วัตถุประสงค์ของผู้สะสมเป็นหลัก ดังนี้

3.1 เหรียญทองคำทั่วไป (Gold Coins) คือการสะสมเหรียญทองคำเพื่อมูลค่าเพิ่มของตัวทองคำเอง หรือวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อหรือการด้อยค่าของสกุลเงินใดสกุลหนึ่ง หรือวัตถุประสงค์ทั่วๆ ไปของการลงทุนนั่นเอง

3.2 เหรียญทองคำเพื่อนักสะสม (Collector Coins or Numismatic Coins) คือการสะสมเหรียญทองคำที่เป็นแบบที่หายาก เก่าแก่ เป็นเหรียญที่ไม่มีการผลิตขึ้นใหม่ เช่น $20, $10 Eagle coins ที่ผลิตขึ้นก่อนปีค.ศ.1933 ซึ่งเหรียญทองคำเหล่านี้ นอกจากจะมีมูลค่าเพิ่มจากราคาทองคำแล้ว จะมีมูลค่าเพิ่มของความหายากด้วย วัตถุประสงค์ของการสะสมเหรียญทองคำชนิดนี้ผู้ลงทุนมักให้ความสำคัญของมูลค่าความหายากของเหรียญ

4.     โปรแกรมออมทอง (Gold Saving Program)

โปรแกรมออมทองเป็นการทยอยซื้อทองคำแท่งหรือเหรียญทองคำด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆ กันในแต่ละช่วงเวลา เช่น 1,000 บาทต่อเดือน เพื่อสะสมเนื้อทองไปเรื่อยๆ ทุกเดือน โดยไม่ต้องกังวลว่าราคาทองคำต่อบาทจะเป็นเท่าไร วิธีการนี้จะทำให้ซื้อทองได้น้ำหนักมากในเวลาที่ทองคำมีราคาต่ำ และได้น้ำหนักทองน้อยลงในเวลาที่ทองมีราคาสูงขึ้น จนเมื่อได้สะสมเนื้อทองไปได้จนครบตามที่ร้านค้าหรือบริษัทค้าทองคำกำหนดก็สามารถรับทองคำมาเก็บไว้ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นการออมระยะยาวมากกว่าเน้นเก็งกำไร ในระดับนานาชาติพบว่ามีการลงทุนในทองคำในลักษณะเดียวกันนี้โดยใช้ชื่อว่า "Gold Accumulation Plan"

5.     กองทุนทองคำ (Gold Fund)

กองทุนรวมทองคำ คือ การลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในทองคำ การเคลื่อนไหวของมูลค่าหน่วยลงทุนจะเป็นไปตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก เปรียบเสมือนลงทุนในทองคำแท่งทางอ้อม ผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศ ซึ่งจะนำเงินไปลงทุนในทองคำแท่ง 99.99% หรือ 99.50% อีกทีหนึ่ง มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมจึงไม่ได้ขึ้นลงตามราคาทองคำในประเทศ แต่จะอิงกับราคาทองคำโลก  อย่างไรก็ดี การที่กองทุนนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนมาเกี่ยวข้องด้วย 

ผู้ลงทุนสามารถติดต่อซื้อขายหน่วยลงทุนกองทุนรวมทองคำได้จากเคาน์เตอร์ธนาคารที่ทำหน้าที่ตัวแทนขายให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนได้อย่างสะดวก ในการเลือกซื้อกองทุน หากคุณสนใจเฉพาะผลตอบแทนจากราคาทองคำเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้เต็มจำนวน (Fully hedged) หรือหากคุณมองหาโอกาสทำกำไรเพิ่มเติมจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย (Unhedge) แต่ต้องระวังไว้ว่าคุณก็มีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน ในขณะที่ก็มีบางกองทุนที่ให้ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้พิจารณาว่าจะทำการป้องกันความเสี่ยงนี้เท่าใด ในช่วงเวลาใด (Partial hedged) ซึ่งความเสี่ยงและผลตอบแทนก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนรวม ซึ่งประเด็นนี้คุณควรขอให้คนขายอธิบายเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน

ข้อดีของการลงทุนกองทุนรวมทองคำ คือผู้ลงทุนใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก ส่วนใหญ่กำหนดเงินลงทุนไว้ต่ำกว่า 10,000 บาท และสามารถทำการซื้อขายได้สะดวกโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านทอง และปลอดภัยเนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญหาย มีมืออาชีพคอยดูแลบริหารจัดการให้ และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างมูลค่าหน่วยลงทุนเมื่อสั่งขายหรือได้รับเงินปันผลจากกองทุน นอกจากนี้ หากต้องการขายทำกำไร หรือทยอยสะสมซื้อ ก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องซื้อ หรือขายทองคำแท่งทั้งก้อนแต่ข้อเสียคือจะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว ไม่มีเวลาติดตามราคาทองคำมากนัก เนื่องจากกองทุนรวมทองคำ มีการคำนวณมูลค่าหน่วยลงทุนเพียงวันละ 1 ครั้ง จึงไม่สามารถซื้อและขายคืนในระหว่างวันเพื่อทำกำไรได้เหมือนกองทุน ETF ทองคำ และ Gold Futures

6.     โกลด์ อีทีเอฟ (Gold ETF)

กองทุนรวมอีทีเอฟทองคำ (Gold ETFs) คือกองทุนรวมเปิดที่จดทะเบียนซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย    มีนโยบายการลงทุน 2 รูปแบบคือ

1. โกลด์อีทีเอฟ ที่เป็น Feeder fund ลงทุนในกองทุนรวมของต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในทองคำ ซึ่งกรณีนี้จะต้องมีการขออนุมัติวงเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ

2. โกลด์อีทีเอฟ ที่ลงทุนโดยตรงในทองคำแท่งในประเทศ ซึ่งกรณีนี้จะต้องมีผู้รับรองคุณภาพและผู้เก็บรักษาทองคำแท่งที่มีความสามารถ ความชำนาญ และระบบงานที่ได้มาตรฐานเพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานคุณภาพและสามารถเก็บรักษาทองคำแท่งได้อย่างปลอดภัย

ผู้ลงทุนที่ลงทุนใน Gold ETF จะไม่มีภาระในเรื่องการถือครองทองคำแท่ง แต่ยังคงได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำซึ่งผลตอบแทนของ Gold ETF จะผันแปรและเปลี่ยนแปลงไปตามราคาทองคำแท่งในตลาดโลก การซื้อขาย Gold ETF จะซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ หรือซับโบรกเกอร์อีทีเอฟทองคำเหมือนเหมือนการซื้อขายหุ้นทั่วไปได้แบบ real time กับโบรกเกอร์ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอมูลค่าหน่วยลงทุนในตอนสิ้นวันเหมือนกองทุนรวมทองคำ โดยปกติราคา ETF จะสะท้อนจากมูลค่าทรัพย์สินในกองทุน นั่นคือ ราคาโกลด์อีทีเอฟในไทยควรใกล้เคียงกับ iNAV หรือ indicative NAV ตลอดเวลา โดยคำนวณจากราคาโกลด์อีทีเอฟที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ผู้ที่ลงทุนในโกลด์อีทีเอฟที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงควรเปรียบเทียบราคาของโกลด์อีทีเอฟในไทยกับ iNAV เนื่องจากโกลด์อีทีเอฟสามารถซื้อขายได้แบบ real time ในช่วงระหว่างวัน ตลาดหลักทรัพย์จึงมีการเผยแพร่ iNAV ซึ่งแปลงราคา ETF ในฮ่องกงเป็นเงินบาทให้แล้ว และเปลี่ยนแปลงทุก 15 วินาทีเพื่อให้ผู้ลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

ผู้ลงทุนที่ต้องการ ซื้อขายหน่วย Gold ETF จะส่งคำส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ที่ผู้ลงทุนเปิดบัญชี ในราคาและจำนวน (board lot) ที่ต้องการ และมีค่า commission เช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้น อัตราค่าคอมมิสชั่นขึ้นกับแต่ละโบรกเกอร์กำหนด กองทุนรวมอีทีเอฟทองคำ (Gold ETF) ที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในทองคำแท่งหรือลงทุนในกองทุนอีทีเอฟทองคำอีกต่อ (แบบ Feeder fund )โดยในปัจ จุบัน มี 5 กอง ได้แก่ กองทุนเปิดเคแทม โกลด์ อีทีเอฟ แทร็กเกอร์ (GLD), กองทุนเปิดไทยเด็กซ์โกลด์ อีทีเอฟ (GOLD99), กองทุนเปิดเค โกลด์ อีทีเอฟ (KG965), กองทุนเปิดบัวหลวง เชโกลด์อีทีเอฟ(BCHAY) , และกองทุนเปิดธนชาตอีทีเอฟทองคำแท่ง (TGOLDETF)

7.     โกลด์ ฟิวเจอร์ส (Gold Futures)

Gold Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเกี่ยวกับทองคำ มีสินค้าอ้างอิงเป็นทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% ซึ่งเป็นที่นิยมในการซื้อขายในประเทศไทยผู้ลงทุนที่ลงทุนใน Gold Futures 1 สัญญาเปรียบเสมือนได้ลงทุนในราคาของทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% น้ำหนัก 50 บาททอง และ Mini Gold Futures จะเปรียบเสมือนทองคำแท่งน้ำหนัก 10 บาททอง  

การลงทุนใน Gold Futures ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการลงทุนในทองคำแท่งโดยตรง หากสมมติว่าราคาทองคำแท่งอยู่ที่ 15,000 บาท การลงทุนในทองคำแท่งน้ำหนัก 50 บาท จึงแทนมูลค่าทองคำ 750,000 บาท (15,000 x 50) ดังนั้น หากลงทุนใน Gold Futures 1 สัญญาก็เปรียบประหนึ่งได้ซื้อหรือขายทองคำน้ำหนัก 50 บาท ซึ่งมีมูลค่า 750,000 บาท อย่างไรก็ดี การลงทุนใน Gold Futures 1 สัญญาใช้เงินลงทุนเพียงแค่หลักประกันขั้นต้นที่ 57,000 บาทต่อ 1 สัญญาเท่านั้น โดยที่ตัวเลขหลักประกันขั้นต้นเป็นค่าคงที่ต่อ 1 สัญญาไม่ได้ผันแปรตามราคาของทองคำ (แต่ระดับหลักประกันนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงค่าได้ตามประกาศของสำนักหักบัญชีและโบรกเกอร์อนุพันธ์) ผู้ลงทุนสามารถทำกำไรใน Gold Futures ได้ทั้งราคาทองขาขึ้นและราคาทองขาลง ผู้ลงทุนกรณีที่คาดว่าราคาทองจะขึ้น ผู้ลงทุนจะซื้อ Gold Futures เช่น ซื้อ Gold Futures ที่ 15,000 บาท หากผู้ลงทุนคาดการณ์ถูก Gold Futures วิ่งขึ้นไปที่ 16,000 บาท ผู้ลงทุนจะได้กำไร 50,000 บาท [(16,000 - 15,000) x 50] แต่หากราคาทองวิ่งลงและ Gold Futures ลงไปที่ 14,000 บาท ผู้ลงทุนจะขาดทุน 50,000 บาท [(14,000 - 15,000) x 50] ในทางตรงข้าม กรณีที่ผู้ลงทุนคาดว่าราคาทองจะลง ผู้ลงทุนจะขาย Short Gold Futures เช่น ขาย Short Gold Futuresที่ 15,000 บาท หากผู้ลงทุนคาดการณ์ถูก Gold Futures วิ่งลงไปที่ 14,000 บาท ผู้ลงทุนจะได้กำไร 50,000 บาท [(15,000 - 14,000) x 50] แต่ถ้าราคาทองวิ่งขึ้นและ Gold Futures วิ่งขึ้นไปที่ 16,000 บาท ผู้ลงทุนจะขาดทุน 50,000 บาท [(15,000 - 16,000) x 50] 

Gold Futures ยังสามารถใช้ในการบริหารความเสี่ยง Port ทองคำแท่ง สำหรับ Gold Futures แล้วก็เปรียบเสมือนการลงทุนในทองคำที่ใช้เงินน้อยกว่า แต่เสมือนมีการลงทุนทองคำในพอร์ตได้แถมไม่ต้องขนเงินจำนวนมากไปเพื่อซื้อทองที่ร้าน โดยทำการซื้อ (Long) Gold Futures แทนการซื้อทองคำโดยตรง นอกจากนั้นยังสามารถที่จะใช้ Gold Futures ในการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ถือทองคำแท่งอยู่แล้ว เช่น มองว่าราคาทองคำจะลดลงแต่ไม่อยากขายทองคำแท่งออกไป ผู้ลงทุนก็สามารถทำการขาย (Short) Gold Futures ได้ซึ่งเปรียบประหนึ่งเสมือนได้ขายทองคำออกไป ซึ่งการใช้ Gold Futures นั่นง่าย สะดวกปลอดภัยกว่าการถือทองคำแท่งไปขายที่ร้าน และไม่ต้องขนเงินไปซื้อกลับมาอีก

การลงทุนใน Gold Futures มีความเสี่ยงแตกต่างกันกับการลงทุนในทองคำแท่งจริง การลงทุนใน Gold Futures สามารถมีผลกำไรมากหรือขาดทุนมากกว่าการลงทุนในทองคำแท่งหลายเท่าตัว เนื่องจากการลงทุนใน Gold Futures ใช้เงินลงทุนวางเป็นหลักประกันไม่ถึง 10% ของมูลค่าทองคำ ทว่าหากลงทุนในทองคำแท่งต้องใช้เงินเต็มจำนวน ยกตัวอย่างเช่น หากราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป 5% ผู้ลงทุนในทองคำแท่งอาจได้กำไรหรือขาดทุน 5% ของเงินลงทุน แต่ถ้าเป็น Gold Futures จะมีอัตราการขยายผลตอบแทนทวีคูณประมาณ 10 เท่าเมื่อราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป 5% ผู้ลงทุนใน Gold Futures อาจมีผลกำไรหรือขาดทุนสูงได้ถึง 50% ของมูลค่าเงินที่ใช้วางเป็นหลักประกัน นอกจากนี้ การลงทุนใน Gold Futures หากขาดทุนมากจนถึงระดับหนึ่งจะมีโอกาสถูกเรียกให้เติมหลักประกันเพิ่มได้

ทุกสิ้นวันทำการ สถานะการลงทุนใน Gold Futures ในพอร์ตลูกค้าจะถูก Marked-to-market เพื่อคำนวณผลกำไรขาดทุนในแต่ละวัน หากลูกค้าลงทุนใน Gold Futures แล้วมีผลกำไร เงินในบัญชีของลูกค้าจะเพิ่มขึ้นทันที ในด้านตรงข้ามหากลงทุนใน Gold Futures แล้วขาดทุน เงินในบัญชีก็จะลดลงในทันทีเช่นกัน หากหลัง Marked-to-market สิ้นวันแล้ว ลูกค้าขาดทุนจำนวนมาก จนกระทั่งเงินในบัญชีของลูกค้าลดลงต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) ลูกค้าจะถูกเรียกให้เติมเงินหลักประกันเพิ่มเข้ามาให้กลับไปสู่ระดับหลักประกันขั้นต้นใหม่ (Initial Margin) ซึ่งต้องเติมเงินหลักประกันเข้ามาเพิ่มก่อนเวลา 15:55 น. ของวันรุ่งขึ้น

หากระหว่างวัน Gold Futures มีความผันผวนสูง และสถานะ Gold Futures ที่ถือครองอยู่เกิดผลขาดทุนมากจนกระทั่งระดับเงินหลักประกันของลูกค้าเกิดลดลงไปต่ำกว่าระดับบังคับปิดสถานะ (FC) ภายในระหว่างวัน (Intra-day) Broker จะแจ้งให้ลูกค้าฝากเงินเข้าไปในบัญชีภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อให้ระดับเงินประกันสูงกว่าระดับเงินประกันรักษาสภาพ หากลูกค้าไม่สามารถฝากเงินเข้ามา Broker มีสิทธิจะดำเนินการบังคับปิดสถานะเพื่อหยุดผลขาดทุนให้กับลูกค้าได้

 

แหล่งข้อมูลที่อ้างอิง : 

1) Thailand Securities Institute (TSI), ห้องเรียนออนไลน์, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=897&Itemid=0&limit=1&limitstart=0 (วันที่ค้นข้อมูล 14 พฤษภาคม 2557)

2) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สินค้า/บริการ, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.set.or.th/th/products/etf/files/Gold_ETF.pdf  (วันที่ค้นข้อมูล 14 พฤษภาคม 2557)

3) กลต., สินค้าเพื่อการลงทุน, กองทุนรวมทองคำ, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.start-to-invest.com/webedu/content.html?menu_id=589 (วันที่ค้นข้อมูล 14 พฤษภาคม 2557)

4) World Gold Council, Investment, How to Invest in Gold, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก  http://www.gold.org/investment/how-invest-gold (วันที่ค้นข้อมูล 16 พฤษภาคม 2557)

5) www.providentmetals.com, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.providentmetals.com/knowledge-center/bullion-vs-numismatic-coins.html (วันที่ค้นข้อมูล 16 พฤษภาคม 2557)

6) Bullionvault, Guide to Gold, Gold Coins, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.bullionvault.com/guide/gold/Gold-coins (วันที่ค้นข้อมูล 16 พฤษภาคม 2557)

 

ความหมายของ Spot Gold

การซื้อขายทองคำในปัจจุบัน เราคงได้ยินหรือได้เห็นคำว่า Spot Gold อยู่บ่อยๆ Spot Gold เป็นที่มาของราคาทองคำภายในประเทศ เราจึงควรทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ Spot Gold ไว้เพื่อศึกษาในเชิงลึกต่อไป

ก่อนที่จะพูดถึง Spot Gold เราจะพูดถึงคำว่า Spot Price กันก่อน Spot Price หมายถึง ราคาตลาดในเวลาปัจจุบันของสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการส่งมอบของกันจริง ชำระเงินและส่งมอบกันในทันที หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Cash price

Spot  Gold จึงสามารถแปลความหมายได้ว่า ราคาทองคำในเวลาปัจจุบัน ในตลาดที่มีการชำระเงินค่าทองคำและมีการส่งมอบทองคำจริงทันที ตลาด Gold Spot นั้นมีการทำธุรกรรมซื้อขายกันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุที่ว่าตลาดค้าทองคำนั้นมีอยู่เกือบทุกที่ทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน นิวยอร์ค ซิดนีย์ ฮ่องกง โตเกียว และซูริค ตลาดเหล่านี้ล้วนมีการซื้อขายทองคำกันในปริมาณมากๆ เกือบจะตลอดเวลาและเกือบทุกวัน และสามารถซื้อขายกันข้ามตลาดได้ โดยทั่วไปแล้วการแสดงราคา Spot Gold มักแสดงในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ (หรือในตลาดลอนดอนก็พบว่ามีการเสนอราคาในรูปสกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิง หรือสกุลเงินยูโรอยู่บ้าง) ซึ่งราคาที่แสดงมักหมายถึงราคาทองคำน้ำหนัก 1 ทรอยออนซ์ ที่ความบริสุทธิ์ขั้นต่ำ 995.0 (มีทองคำบริสุทธิ์อยู่อย่างน้อย 995 ส่วนจาก 1,000 ส่วน) 

 

การกำหนดราคาทองคำในประเทศไทย

ราคาทองคำในประเทศไทยจะขึ้นกับปัจจัยดังนี้

1. ราคาทองคำตลาดต่างประเทศ (Spot Gold) เป็นราคาอ้างอิงว่าในขณะนั้น ตลาคโลกมีการตกลงซื้อขายทองคำกันที่ ณ ราคาเท่าใด จึงเป็นราคาที่ยังไม่ได้มีการบวกหรือลบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในการผลิต นำเข้า/ส่งออก ขนส่ง และดำเนินการ

2. อัตราค่า Premium/Discount (ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการผลิต นำเข้า/ส่งออก ขนส่ง และดำเนินการ) เมื่อมีความต้องการซื้อทองคำจำนวนมากจากผู้สนใจลงทุนในทองคำ และปริมาณทองคำภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ร้านค้าทองจึงจำเป็นต้องอาศัยการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศ ซึ่งก็คือการซื้อจากผู้นำเข้า ซึ่งผู้นำเข้าก็ต้องซื้อต่ออีกทอดหนึ่งจากผู้ค้าในต่างประเทศ เป็นที่มาของค่า Premium ซึ่งถูกกำหนดมาโดยผู้ค้าทองคำในต่างประเทศ

ค่า Premium ก็คือค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อที่นำเข้า หรือส่งออกทองคำ รวมถึงค่าขนส่ง ค่าความเสี่ยง ดอกเบี้ยธนาคาร ค่าประกันภัยต่างๆ การคำนวนจะนำราคา Spot Gold บวกค่า Premium ดังกล่าวนี้เข้าไปด้วย

ในทางกลับกัน เมื่อมีประชาชนนำทองคำแท่งมาขายคืนให้กับร้านค้าทองจำนวนมากๆ ร้านค้าทองคำจำเป็นต้องทำการขายคืนไปให้กับบริษัทผู้นำเข้า และผู้นำเข้าก็จะทำการขายคืนกลับไปให้ผู้ค้าทองคำในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง ซึ่งค่าใช้จ่ายในกรณีขายออกนี้จะเรียกว่า Discount ซึ่งจะหักออกจาก Spot Gold

สำหรับสภาวะปกติค่า Premium หรือ Discount จะอยู่ที่ +1 ถึง 2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ แต่ในบางช่วงที่สภาวะผันผวน เช่นราคาทองคำในต่างประเทศลดลงอย่างมาก และรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ทำให้มีความต้องการซื้อทองคำจากทุกประเทศในโลกพร้อมๆ กัน ทำให้มี  Demand สูงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีการปรับขึ้นลงค่า Premium/Discount จากผู้ค้าในต่างประเทศอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากเช่นกัน โดยอยู่ที่ช่วง +10 ถึง 20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ และในบางครั้งสูงถึง +25 เหรียญสหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์

3. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คำนวณราคาทองคำในประเทศ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเช่นเดียวกันกับ Spot Gold ซึ่งแต่ละธนาคารก็จะมีอัตราที่แตกต่างกันเล็กน้อย

4. อุปสงค์และอุปทานของทองคำภายในประเทศ การตั้งราคาซื้อขายทองคำภายในประเทศจะปรับราคาให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทานภายในประเทศ

 

การคำนวณราคาทองคำภายในประเทศ

เราสามารถคำนวณหาราคาทองคำ (Spot) ต่อน้ำหนัก 1 บาท โดย

ราคาต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาท =  ราคาทองคำโลก  x (15.244/31.1035) x (0.965/0.995) x (THB/USD)

โดยที่ ราคาทองคำโลกมีความบริสุทธิ์ 99.5% มีน้ำหนัก 31.105 กรัม ต่อ 1 Troy Ounce  และราคาทองคำแท่งในประเทศไทยที่ความบริสุทธิ์ 96.5% มีน้ำหนัก 15.244 กรัม ต่อ 1 บาท ราคาทองคำโลกสามารถดูได้จาก www.kitco.com หรือ www.goldprice.com

สมมติว่าราคาทองคำในตลาดโลกที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% มีราคาเท่ากับ 905 USD/Troy Ounce  มีอัตราแลกเปลี่ยน 34 THB/USD   ดังนั้น ราคาต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาทที่ความบริสุทธิ์ 96.5%  จะเท่ากับ

= 905 x (15.244/31.1035) x (0.965/0.995) x 34  =  14,625.86 บาท

จากสูตรคำนวณนี้เราจะยังไม่นำค่า Premium/Discount เข้ามาเกี่ยวข้อง

ปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาทองคำมีการขึ้น-ลง ท่านสามารถศึกษาได้จากเมนู เรียนรู้การลงทุน/การวิเคราะห์ 

 

แหล่งข้อมูลที่อ้างอิง : 

  1. Nasdaq, Investing, How to invest, Financial Glossary, S, Spot price, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.nasdaq.com/investing/glossary/s/spot-price (วันที่ค้นข้อมูล 14 พฤษภาคม 2557)
  2. www.kitco.com, glossary, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.kitco.com/glossary/LiveSpotGold.html (วันที่ค้นข้อมูล 15 พฤษภาคม 2557)
  3. LBMA, The London Bullion Market, Market Tools, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.lbma.org.uk/market-tools (วันที่ค้นข้อมูล 15 พฤษภาคม 2557)
  4. สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย,  (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.goldtraders.or.th/ArticleView.aspx?gp=2&id=13 (วันที่ค้นข้อมูล 15 พฤษภาคม 2557)
  5. Thailand Securities Institute (TSI), ห้องเรียนออนไลน์, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=884&Itemid=0&limit=1&limitstart=1 (วันที่ค้นข้อมูล 15 พฤษภาคม 2557)
     

 

คุณสมบัติทางกายภาพของทองคำ

ทองคำ (Gold) เป็นธาตุ (Atom) ลำดับที่ 79 สัญลักษณ์ทางเคมีคือ  Au (Aurum) ทองคำเป็นสิ่งที่หายาก ในเนื้อเปลือกโลกทั้งหมด มีทองคำเพียง 0.005 ส่วนใน 1,000,000 ส่วนเท่านั้น และยิ่งเวลาผ่านไปทองคำก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ค้นพบได้ยากและการทำเหมืองก็ยากมากขึ้น ทองคำหายากกว่าเพลททินั่มถึง 6 เท่า และยากกว่าโลหะเงินถึง 18 เท่า  กว่า 30 ศตวรรษที่ผ่านมาของการทำเหมืองทองคำ ทองคำที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่จากเหมืองมีน้อยลงทุกที แอฟริกาใต้ซึ่งเป็นประเทศผลิตทองคำมากที่สุดพบว่ามีผลผลิตลดลงกว่าครึ่งหนึ่งในทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ต้นทุนการผลิตทองคำหน้าเหมืองในอเมริกาเหนือต่อทองคำ 1 ทรอยออนซ์ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ส่วนเหมืองทั่วโลกเพิ่มขึ้น 27% ในขณะที่ปริมาณทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาแล้วเพิ่มขึ้นเพียง 1.6% ต่อปีเท่านั้น 

ทองคำเป็นโลหะที่มีความคงทน ถูกทำลายได้ยากมาก ไม่ทำปฏิกริยากับออกซิเจนและไฮโรเจนซัลไฟด์ ไม่เกิดสนิม ไม่หมองหรือเปลี่ยนสีเป็นสีคล้ำ หรือเป็นรอยด่าง ทองคำไม่ผุพังและไม่หลอมละลายในอุณหภูมิต่ำกว่า 1063 องศาเซลเซลเซียส และหลอมเหลวในไซยาไนด์เท่านั้น ทองคำจึงสามารถนำมาหลอมหมุนเวียนใช้ได้อยู่เป็นเวลานาน

 

หน่วยน้ำหนักและมาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำแท่ง

หน่วยวัดน้ำหนักสากลของทองคำคือทรอยออนซ์ (Troy ounce) โดยสามารถเปรียบเทียบกับหน่วยวัดน้ำหนักต่างๆ ได้ดังนี้

1 ทรอยออนซ์                        =             31.1034768 กรัม

1 กิโลกรัม                             =             32.148 ทรอยออนซ์ (สำหรับทองคำ 999.9)

ในตลาดสากล เช่น London Bullion Market Association ; LBMA ตลาดค้าทองคำแบบส่งมอบสินค้าจริงที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดในโลก มาตรฐานความบริสุทธิ์ขั้นต่ำที่ยอมรับได้ของทองคำคือต้องมีทองคำบริสุทธิ์ 995.0 ส่วนใน 1,000 ส่วน หรือยอมรับทองคำที่มีส่วนประกอบของทองคำบริสุทธิ์ในสัดส่วนที่มากกว่านั้นได้ คือ 999.0 และ 999.9 ในตลาดสากลจะยอมรับทองคำที่มาจากผู้ผลิตที่อยู่ใน Good Delivery List* เท่านั้น

*ผู้ผลิตที่อยู่ใน Good Delivery List สามารถเข้าไปดูรายชื่อได้ที่ http://www.lbma.org.uk/Default.aspx?CCID=19981&FID=127949&ExcludeBoolFalse=True&ID=/refiners-gold-current

 

ในประเทศไทยใช้หน่วยวัดน้ำหนักทองคำคือบาท โดยสามารถเปรียบเทียบกับหน่วยวัดน้ำหนักต่างๆ ได้ดังนี้

1 บาท (ทองคำแท่ง)               =             15.244 กรัม

1 บาท (ทองคำแท่ง)               =             0.49 ทรอยออนซ์

1 ทรอยออนซ์                       =             2.04 บาท (ทองคำแท่ง)

1 กิโลกรัม (ทองคำแท่ง)          =             65.6 บาท (ทองคำแท่ง)

สำหรับประเทศไทยใช้มาตรฐานทองคำ 96.5% หรือมีทองคำบริสุทธิ์ 965.0 ส่วนจาก 1,000 ส่วน

 

แหล่งข้อมูลที่อ้างอิง : 

1) Bullionvault, Guide to Gold, Index, Articles : Gold, Why Gold, Gold Properties, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก  http://www.bullionvault.com/guide/gold/Index (วันที่ค้นข้อมูล 16 พฤษภาคม 2557)

2) LBMA and LPPM, A Guide to the London Precious Metals Markets, Market Fundamentals, Market Basics and Gold Bar Weights,  (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก   http://www.lppm.com/otcguide.pdf (วันที่ค้นข้อมูล 19 พฤษภาคม 2557)

3) Thailand Securities Institute (TSI), ห้องเรียนออนไลน์, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=866&Itemid=0&limit=1&limitstart=1 (วันที่ค้นข้อมูล 19 พฤษภาคม 2557)