ออสสิริส กรุ๊ป    ออสสิริส ฟิวเจอร์ส   

Ausiris-Gold

Got Wealth, Get Smart

ประกาศราคาทองสมาคมค้าทองคำ 96.5% ประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560 ครั้งที่ 1 เวลา 09.29น. | ทองคำแท่ง รับซื้อคืนบาทละ 20,600 และขายออกที่บาทละ 20,700 | ทองรูปพรรณ รับซื้อคืนบาทละ 20,223.44 และขายออกที่บาทละ 21,200

การวิเคราะห์

 

คำศัพท์ที่มักพบในข่าวสารทองคำ

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก และมักได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่นสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ก็มีผลกระทบต่อราคาทองคำเช่นกัน ดังนั้น ข่าวสารเกี่ยวกับทองคำจึงมักพบว่ามีชื่อบุคคลสำคัญ ชื่อหน่วยงาน นโยบายและตัวเลขต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ กองทุน หรือตลาดหลักทรัพย์ประเทศต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ซึ่งหากเราทราบความหมายของคำย่อหรือคำศัพท์เหล่านี้ ก็จะทำให้เข้าใจเนื้อหาของข่าวสารได้ดียิ่งขึ้น และยังทำให้เราเข้าใจโลกของทองคำที่นับวันจะมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจและระบบการเงินของโลกมากขึ้นได้เป็นอย่างดี

 

หมวดตลาดซื้อขาย

COMEX (Commodity Exchange) ตลาดซื้อขายตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวกับโลหะต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปีค.ศ.1994 ได้ควบรวมกับ New York Mercantile exchange (NYMEX) 

LBMA (London Bullion Market Association) คือ สมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1987 ทำหน้าที่เกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำในตลาดลอนดอน อีกทั้งยังเป็นตัวแทนในการทำสัญญากับระหว่างตลาด และทำให้การซื้อขายทองคำเป็นไปตามกฎเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน โดยสมาชิกของ LBMA ประกอบไปด้วย ธนาคาร โบรกเกอร์ ผู้รับส่งสินค้า และผู้ผลิตทองคำ เป็นต้น ผู้ผลิตทองคำที่ได้มาตรฐานตามที่ LBMA กำหนดไว้ ต้องระบุทั้งความบริสุทธิ์, น้ำหนัก, ตราประทับและรูปทรง จึงจะถูกเรียกว่า LBMA Good Delivery List ซึ่งทองคำแท่งที่ได้มาตรฐาน LBMA เราสามารถพบเห็นได้ในท้องตลาดได้แก่  Argor, Heraeus SA , Metalor Technologies SA , PAMP SA , Rand Refinery Limited and Tanaka Kikinzoku Kogyo K.K. เป็นต้น

หมวดสถาบัน ธนาคาร และกองทุน

SPDR หรือ SPDR Gold Trust เป็นกองทุนเปิดดัชนีที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Exchange Traded Fund : ETF) เป็นกองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดการ ให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของราคาทองคำในตลาดลอนดอน คือ London Gold PM Fix Price มีนโยบายลงทุนในทองคำแท่งโดยตรงโดยไม่มีการใช้ตราสารอนุพันธ์หรือมีการให้ยืมทองคำแท่งกับผู้ลงทุน SPDR Gold Trust มีผู้เก็บรักษาทองคำแท่งให้ ได้แก่ ธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ สหรัฐอเมริกา (HSBC Bank USA, N.A.) กองทุน SPDR Gold Trust จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง ได้แก่ นิวยอร์ก สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น กองทุน Feeder Fund หลายกองทุนในประเทศต่างๆ ก็มีนโยบายลงทุนใน SPDR Gold Trust อีกทีหนึ่ง ซึ่งรวบรวมคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนจากนักลงทุนรายย่อย หรือสถาบันในประเทศนั้นๆ มาอีกทอดหนึ่ง ระดับการถือครองทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของ SPDR Gold Trust จึงเป็นตัวสะท้อนมุมมองต่อทองคำของนักลงทุนจากทั่วโลก

FED (Federal Reserve Bank) ธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งนายงเจเน็ท เยลเลน เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนปัจจุบัน 

FOMC (The Federal Open Market Committee) การประชุมของ FED เกี่ยวกับทิศทางนโยบายทางการเงินระยะสั้น เช่น นโยบายดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึง ภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ ว่ามีความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอมากน้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งสะท้อนภาวะเงินเฟ้อในช่วงนั้นๆ FOMC จะมีขึ้นทุกๆ 6 สัปดาห์หรือปีละ 8 ครั้ง

ECB (European Central Bank) ธนาคารกลางแห่งยุโรป มีประธานฯ คนปัจจุบันคือนายมาริโอ ดรากิ

BOE (Bank of England) ธนาคารกลางอังกฤษ ปัจจุบันมีนายเมอร์วิน คิง เป็นผู้ว่าการฯ

BOJ (Bank of Japan) ธนาคารกลางญี่ปุ่น ปัจจุบันมีนายมาซาอากิ ชิราคาวา เป็นผู้ว่าการฯ

IMF (International Monetary Fund) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ  เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ให้ประเทศต่างๆ กู้ยืมเงิน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวและดุลยภาพของการค้าและการเงินระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีนางคริสติน ลาการ์ด เป็นผู้อำนวยการกองทุน

หมวดนโยบายเศรษฐกิจและผลของนโยบาย

QE (Quantitative Easing) นโยบายทางการเงินของรัฐบาลที่ถูกใช้เป็นครั้งคราวเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ อาจกระทำได้โดยซื้อคืนหลักทรัพย์ของรัฐบาลหรือหลักทรัพย์อื่นๆ ในตลาด เพื่อให้มีเงินทุนอยุ่ในสถาบันการเงินมากขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินและการให้สินเชื่อ ธนาคารกลางต่างๆ มักใช้ Quantitative Easing เมื่ออัตราดอกเบี้ยถูกปรับลดลงมาจนอยู่ระดับใกล้ 0% แล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดผลตามที่ต้องการ ความเสี่ยงของการใช้ Quantitative Easing คือท่ามกลางภาวะที่มีเงินและสภาพคล่องในตลาดมากมาย แต่มีสินค้าและบริการเท่าเดิม สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่สินค้าและบริการที่มีราคาแพงขึ้น และเงินเฟ้อ รวมถึงค่าเงินของประเทศที่ใช้นโยบายนี้อ่อนลง

Fiscal Cliff "หน้าผาทางการคลัง" คือ การที่เศรษฐกิจของประเทศสูญเสียแรงขับเคลื่อนทางการคลังอย่างฉับพลันและรุนแรง เนื่องจากมาตรการด้านการคลังชั่วคราวที่ ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เกิดวิกฤตินั้นสิ้นสุดลง ยิ่งมาตรการนั้นๆ มีขนาดใหญ่มากเท่าไร เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของมาตรการก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจสูญเสียแรงส่งมากขึ้น เท่านั้น และนั่นหมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกฉุดให้ลดต่ำลงหรืออาจรุนแรงถึงขั้น เศรษฐกิจถดถอยก็เป็นได้ ดังนั้นเหตุการณ์เช่นนี้จึงเปรียบเสมือนกับว่าเศรษฐกิจ "ตกหน้าผาทางการคลัง" ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐฯ นั้น การสิ้นสุดระยะเวลาการตัดลดภาษีเงินได้ (Payroll-tax cut) ซึ่งเริ่มมีขึ้นในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อปี 2001 และปี 2003 การสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากประชาชนในปี 2013 รวมทั้งสิ้นราว 180 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีมาตรการชั่วคราวอื่นๆ อย่างเช่น การให้เครดิตภาษีการลงทุน (Investment tax credit) และการเพิ่มเงินสวัสดิการสำหรับผู้ว่างงาน (Jobless benefits) ที่จะสิ้นสุดมาตรการในสิ้นปี 2012 เป็นต้น ปัจจัยเหล่านนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ

หมวดตัวเลขทางเศรษฐกิจ

GDP (Gross Domestic Product) คือ มูลค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ส่วนใหญ่จะวัดเป็นรอบปี GDP จะประกอบไปด้วยการบริโภคของภาคเอกชนและครัวเรือน การลงทุนภาครัฐ และการส่งออก GDP มักใช้เป็นดัชนีชี้วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชากรของประเทศนั้นๆ         

Jobless Claims คือ จำนวนคนที่ขอรับสวัสดิการการว่างงานในสหรัฐฯ รายงานนี้จะมีขึ้นทุกสัปดาห์โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) Initial Jobless Claims หมายถึง จำนวนผู้ที่ขอรับสวัสดิการครั้งแรก 2) Continuing Jobless Claims หมายถึง จำนวนผู้ที่ขอรับสวัสดิการต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว Jobless claims เป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง เนื่องจากสะท้อนภาวะการจ้างงานในสหรัฐฯ  โดยเฉพาะ Initial Jobless Claims จะถูกจับตามองเป็นพิเศษจากนักลงทุนตลาดเงิน หากมีผู้ขอรับสวัสดิการนี้เพิ่มขึ้นในอัตราคงที่ จะชี้ว่าการว่างงานจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ

CPI (Consumer Price Index) เป็นดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการกลุ่มหนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง อาหาร และบริการทางการแพทย์  เพื่อสะท้อนค่าครองชีพ และอนุมานได้ถึงภาวะเงินเฟ้อ(สินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น) หรือเงินฝืด(สินค้าและบริการมีราคาต่ำลง) ในช่วงเวลานั้นๆ โดย CPI ของสหรัฐฯ จะประกาศทุกๆ วันที่ 13 ของเดือน ส่วน Core CPI จะไม่รวมราคาคาอาหารและพลังงาน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงราคาอาหารและพลังงานอาจได้รับอิทธิพลจากการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มากในช่วงเวลานั้นๆ ทำให้บิดเบือนภาพเงินเฟ้อหรือเงินฝืดไปได้ โดยมากแล้วเมื่อใดที่มีภาพเงินเฟ้อสูงจะทำให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ อ่อนลง และเป็นผลบวกต่อทองคำ

PPI (Producer Price Index) เป็นดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการในช่วงเวลาหนึ่งๆ  โดยสำรวจจากผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่ง PPI จะปรกาศในวันที่ 11 ของเดือน ก่อนที่จะประกาศ CPI โดยมากถ้า PPI สูงมักจะทำให้ CPI สูงตามไปด้วย ส่วนCore PPI มีความหมายในทำนองเดียวกับ Core CPI

Nonfarm Payroll เป็นสถิติเกี่ยวกับจำนวนแรงงานและค่าแรง ของแรงงานนอกภาคเกษตร แรงงานดังกล่าวยังไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร แรงงานตามบ้านเรือนด้วย nonfarm payroll เป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ 80% ของ GDP สหรัฐฯ ตัวเลข nonfarm payroll จะประกาศทุกวันศุกร์แรกของเดือน และมักมีผลต่อตลาด เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสามารถคาดการณ์ระดับกิจกรรมเศรษฐกิจในอนาคตได้ การเพิ่มขึ้นของ nonfarm payroll สามารถตีความได้ว่าค่าแรงที่แรงงานได้รับมากขึ้นนั้นจะถูกจับจ่ายใช้สอยไปยังสินค้าและบริการต่างๆ ยิ่งมีการจ่ายค่าแรงมากขึ้นเท่าใด การเติบโตของเศรฐกิจโดยรวมก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น แต่มีเงื่นไขว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนั้นจะต้องสอดคล้องกับปริมาณผลผลิตและความต้องการสินค้าและบริการที่สูงขึ้นด้วย แต่หากในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะอิ่มตัวของการขยายตัว การที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ระดับความต้องการสินค้าและบริการไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน สภาวะเช่นนี้จะทำให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อได้

 

แหล่งข้อมูลที่อ้างอิง : 

1) Bloomberg, Event Definitions, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.bloomberg.com/markets/economic-calendar/ (วันที่ค้นข้อมูล 9 พฤษภาคม 2557)

2) สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์กรมหาชน), บทความวิชาการ, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก  http://www.git.or.th/2013/thai/testing_center/lab_notes/alab/2011/LBMA.pdf (วันที่ค้นข้อมูล 9 พฤษภาคม 2557)

 

ปัจจัยพื้นฐานของทองคำ (Fundamental Factors)

อุปสงค์ของทองคำ (Gold Demand) 

ทองคำมีคุณค่าทั้งในแง่อารมณ์ความรู้สึก วัฒนธรรม และโลกของการเงิน คุณค่าของทองคำเช่นนนี้พบได้ทั่วทุกมุมโลก ผ่านกาลเวลายาวนานหลายชั่วอายุคน ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องประดับ ใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในพอร์ทการลงทุนและปกป้องความมั่งคั่งของประเทศ ถูกใช้เป็นชิ้นส่วนในเครื่องมืออิเล็กโทรนิคส์ หรือแม้กระทั่งใช้ในวงการแพทย์ อรรถประโยชน์อันหลากหลายนี้แสดงให้เห็นว่าทองคำสามารถสร้างสมดุลในตัวเองในแต่ละช่วงของวงจรเศรษฐกิจ หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไรทองคำจะมีฐานที่มั่นคงของอุปสงค์ในตัวมันเองอยู่เสมอ

 

เราสามารถแบ่งที่มาของอุปสงค์ของทองคำได้เป็น 4 กลุ่มหลักๆ คือ

  1. อุปสงค์จากกลุ่มเครื่องประดับ (Jewellery) เป็นอุปสงค์ที่มีบทบาทสำคัญสำหรับทองคำ มูลค่าและความงดงามของทองคำทำให้ทองคำมีสถานะที่เป็นสากลและเป็นอุปสงค์ที่ค่อนข้างมั่นคง คืออยู่ที่ราว 45% ของอุปสงค์ทั้งหมด เพียงแต่แหล่งที่มาของอุปสงค์จะเปลี่ยนแปลงไปตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของแต่ละภูมิภาคของโลก ประเทศอินเดียและจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเครื่องประดับทองคำ ในปี 2012 อุปสงค์จากสองประเทศนี้รวมกันแล้วมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของอุปสงค์ทั่วโลก อุปสงค์ของสองประเทศนี้ถูกผลักดันจากวัฒนธรรมหรือเทศกาลต่างๆ ที่มีทองคำเข้าไปเกี่ยวข้อง อีกแง่หนึ่ง วิวัฒนาการของสินทรัพย์ทางการเงิน(Financial Asset) ที่ยังถูกจำกัดการเข้าถึงอยู่ ก็มีส่วนทำให้การสะสมเครื่องประดับทองคำมีค่าเท่ากับการสะสมความมั่งคั่งหรือการรักษามูลค่าของสินทรัพย์(Store of value) ด้วย ทั้งในอินเดียและจีน ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ผู้คนปรารถนาจะครอบครอง เปรียบเสมือนความมั่งคั่งที่จะถูกส่งผ่านไปยังลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป ในปัจจุบันอุปสงค์นี้ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เนื่องจากความมั่งคั่งและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจบวกกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจำนวนประชากรในภูมิภาคนี้ ทำให้คาดการณ์กันว่า ภายในปี 2020 อินเดียและจีนรวมกันจะทำให้มีผู้บริโภคใหม่กว่า 1 พันล้านคน รวมถึงประชากรในเอเชียมีแนวโน้มว่าจะมีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมให้อุปสงค์ทองคำมีมากขึ้น
  2. อุปสงค์จากการลงทุน (Investment) ทองคำมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ส่งเสริมการบริหารความเสี่ยงและปกป้องมูลค่าสินทรัพย์ ที่เหมาะสำหรับพอร์ทนักลงทุน ทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไป ในงานวิจัย* แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรเงินทุนในสัดส่วนปานกลางไปลงทุนในทองคำ สามารถป้องกันความเสี่ยงขาดทุน(Downside Risk) ได้โดยผลตอบแทนระยะยาวไม่ลดลง คุณสมบัตินี้ทวีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่มีวิกฤตการณ์ทางการเงิน  อย่างไรก็ตาม หน้าที่การรักษาผลตอบแทนและป้องกันความเสี่ยงของของพอร์ทโดยทองคำ ก็มีนัยสำคัญอยู่เสมอไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ในปัจจุบันอุปสงค์ที่มาจากการลงทุนมีประมาณ 1 ใน 3 ของอุปสงค์ทองคำทั้งหมด อุปสงค์นี้เกิดจากความต้องการลงทุนในทองคำแท่งหรือเหรียญทองคำโดยตรง หรือทางอ้อมเช่นการลงทุนในกองทุนทองคำ(Exchange-traded Funds; ETFs) หรือสินค้าทางการเงินที่ใกล้เคียง

       *World Gold Council (2013), Gold Investor: Risk management and capital preservation – Volume 4, ‘Why invest in gold? Gold’s role in long-term strategies’

  1. อุปสงค์จากธนาคารกลาง(Central Banks) พฤติกรรมของธนาคารกลางที่ลงทุนในทองคำได้เปลี่ยนแปลงไปในระยะหลังนี้ ภาพจะเป็นการทยอยขายอย่างช้าๆ จากธนาคารกลางในยุโรป และการซื้อในปริมาณมากจากตลาดเกิดใหม่(Emerging Market) ในลาติน อเมริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ธนาคารกลางได้กลายเป็นผู้ซื้อ(Net buyers) ทองคำ และอุปสงค์จากธนาคารกลางเหล่านี้ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากระดับต่ำกว่า 2% ในปี 2010 สู่มากกว่า 9% ในปี 2012 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการมีทองคำในพอร์ท บางธนาคารซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ท โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสินทรัพย์ที่อ้างอิงกับสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ (US$-dominated assets) เนื่องจากทองคำมีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ บางธนาคารซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเบี่ยงเบนมากเกินไปของผลตอบแทนรวมเมื่อถือสินทรัพย์หลายตัว(Tail risk) หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเนื่องจากในประวัติศาสตร์ของทองคำแสดงให้เห็นว่าทองคำสามารถรักษาอำนาจซื้อ(Purchasing power) ได้ (Inflation-hedging characteristics) ทองคำยังมีคุณลักษณะอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้มีบทบาทสำคัญในการบริหารทุนสำรอง คือเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางต่างๆ ทำให้ทองคำมีสภาพคล่องสูง
  2. อุปสงค์จากกลุ่มอตสาหกรรมเทคโนโลยี (Technology) อุปสงค์ทองคำประมาณ 7% ถูกใช้ไปในการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ คุณสมบัติของทองคำที่นำไฟฟ้าและไม่เกิดสนิมง่ายทำให้ผู้ผลิตนิยมใช้ทองคำในการผลิตชิ้นส่วนที่มีความสำคัญ ทองคำมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ(Biocompatibility) กับร่างกายมนุษย์จึงสามารถนำมาใช้ในงานทันตกรรมได้ด้วย นอกจากนี้ทองคำยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน เช่น งานอวกาศยาน และเซลเชื้อเพลิง(fuel cells) คุณสมบัติของทองคำที่ช่วยลดปฏิกริยาทางเคมีที่ทำให้เกิดสารพิษยังทำให้ทองคำมีอุปสงค์จากกลุ่มยานยนต์และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์อีกด้วย ส่วนในอุตสาหกรรมการแพทย์และเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยี ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีส่วนแบ่งในอุปสงค์น้อย แต่ก็พบว่ามีจำนวนการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ที่มีทองคำเป็นส่วนประกอบมากขึ้น แสดงเห็นว่าในอนาคตอุตสาหกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวและเป็นอุปสงค์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

 

อุปทานของทองคำ (Gold Supply)

สิ้นปี 2012 มีสต้อคทองคำประมาณ 174,100 ตันอยู่ทั่วโลก หากนำทองคำเหล่านี้มาวางเรียงต่อๆ กัน จะได้รูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาดกว้าง ยาว สูง ด้านละ 20 เมตร ถึงแม้ว่าทองคำจะเป็นสิ่งที่หายาก แต่อุปทานทองคำก็กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ เช่นเดียวกับอุปสงค์  

ในปริมาณทองคำทั้งหมดที่ถูกผลิตออกมาใหม่จากเหมือง จีนเป็นผู้ผลิตทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือประมาณ 13% ของการผลิตทั้งหมด เอเชียตะวันออกทั้งหมดผลิตทองคำประมาณ 23% ลาติน อเมริกาผลิตราว 21% อเมริกาเหนือผลิตราว12% ทวีปแอฟริกา 20%  จากเอเชียกลางและยุโรปตะวันออก 12%  ในขณะที่ทองคำหมุนเวียน(Recycle) มีประมาณ 1/3 ของอุปทานทั้งหมด  เหมืองบางแห่งยังลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ กระบวนการใหม่ๆ และการสำรวจเพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ที่มีอย่างต่อเนื่อง

 

แหล่งข้อมูลที่อ้างอิง : 

1) World Gold Council, Supply and Demand, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.gold.org/supply-and-demand/demand (วันที่ค้นข้อมูล 9 พฤษภาคม 2557)

2) World Gold Council, Supply and Demand, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.gold.org/supply-and-demand/supply (วันที่ค้นข้อมูล 9 พฤษภาคม 2557)

 

 

 

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เป็นแนวทางที่อาศัยการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อคาดการณ์ถึงแนวโน้มของราคาสินทรัพย์และคาดการณ์ถึงระดับราคาที่ควรจะซื้อหรือจะขายสินทรัพย์ หากจะหาต้นกำเนิดของการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึง ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ที่ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคในปัจจุบัน ต้นกำเนิดของ  Dow Theory เริ่มจากการรวบรวมข้อเขียนบรรณาธิการของ Wall Street Journal ที่เขียนโดย Charles H. Dow ในช่วงค.ศ. 1900-1902 ซึ่งสามารถสังเคราะห์หลักการสำคัญ 6 ประการของ Dow Theory ออกมาได้ดังนี้

1. ราคาสินทรัพย์เป็นผลรวมที่สะท้อนถึงบริบทต่างๆ ของสินทรัพย์นั้นๆ (The Market Discounts Everything) สะท้อนถึงสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจนั้นในช่วงเวลานั้นๆ รวมถึงภาวะอารมณ์ของนักลงทุนในช่วงเวลานั้นๆ แล้วด้วย

2. ตลาดมีแนวโน้มอยู่ 3 ประเภท (The Three-Trend Market) แยกตามระยะเวลา ได้แก่

2.1 แนวโน้มหลัก (Primary Trend) จะกินระยะเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไปจนถึง 3 ปี หรืออาจมากกว่านั้นในบางสถานการณ์ แนวโน้มหลักจะมีผลอย่างมากต่อแนวโน้มรองและแนวโน้มย่อย

2.2 แนวโน้มรอง (Secondary or Intermediate Trend) จะกินเวลาตั้งแต่ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน แนวโน้มรองจะเคลื่อนที่อยู่ภายในแนวโน้มหลักอีกที ซึ่งภาวะของแนวโน้มรองจะตรงกันข้ามกับแนวโน้มหลักหรือที่เรียกว่าการปรับตัวหรือการปรับฐาน (correction) ในแนวโน้มหลักขาขึ้นจะประกอบไปด้วยแนวโน้มรองขาลง และในแนวโน้มหลักขาลงจะประกอบไปด้วยแนวโน้มรองขาขึ้น โดยทั่วไป แนวโน้มรองจะเคลื่อนไหวอยู่ในระยะ 1/3 หรือ 2/3 ของการเคลื่อนไหวของแนวโน้มหลัก และมักจะผันผวนมากกว่าแนวโน้มหลัก

2.3 แนวโน้มย่อย (Minor Trend) จะกินเวลาน้อยกว่า 3 สัปดาห์ แนวโน้มย่อยจะเคลื่อนที่อยู่ภายในแนวโน้มรองอีกที ซึ่งภาวะของแนวโน้มย่อยจะตรงกันข้ามกับแนวโน้มรอง

3. ในแต่ละแนวโน้มใหญ่มี 3 ระยะ (The Three Phases of Primary Trends)

3.1 ภาวะขาขึ้น (Primary Upward Trend or Bull Market) จะเรียก 3 ระยะดังกล่าวดังนี้

3.1.1  ระยะสะสม (The Accumulation Phrase) เป็นช่วงเริ่มต้นของภาวะตลาดขาขึ้น เกิดจากนักลงทุนบางกลุ่มที่รู้ข้อมูลเป็นอย่างดี เข้ามาสะสมสินทรัพย์ ในสภาพแวดล้อมที่ดูเหมือนแย่ที่สุดแล้ว หรือเป็นราคาที่น่าสนใจที่สุดคือโอกาสที่ราคาจะลงไปมากกว่านี้เป็นไปได้ยากมาก

3.1.2 ระยะมีส่วนร่วม (The Public Participation Phase) เมื่อข่าวร้ายหมดไป ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สื่อสารออกมาให้สาธารณชนรับทราบได้ออกมาเกื้อหนุนสินทรัพย์นั้น นักลงทุนจำนวนมากก็จะซื้อสินทรัพย์นั้น ทำให้ราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อราคาสูงขึ้นก็ยิ่งดึงดูดนักลงทุนมากขึ้นไปอีก

3.1.3 ระยะอิ่มตัว (The Excess Phase) นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มขายสินทรัพย์ออกมาเพื่อทำกำไร และมีนักลงทุนกลุ่มที่เข้ามาใหม่ซื้อสินทรัพย์นั้นต่อ

3.2 ภาวะขาลง (Primary Downward Trend or Bear Market)จะเรียก 3 ระยะดังกล่าวดังนี้ 

3.2.1 ระยะระบาย (The Distribution Phase) เป็นช่วงที่นักลงทุนบางกลุ่มที่รู้ข้อมูลเป็นอย่างดีว่าภาวะแวดล้อมของสินทรัพย์นั้นๆ ไม่ได้ดีเหมือนระยะก่อนหน้านี้อีกต่อไป จึงได้ทยอยขายสินทรัพย์ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังคงมองในแง่บวกอยู่ ว่าสินทรัพย์นั้นๆ จะอยู่ในแนวโน้มที่ดีต่อไป จึงยังคงมีผู้ซื้ออยู่เป็นจำนวนมาก

3.2.2 ระยะมีส่วนร่วม (The Public Participation Phase) เช่นเดียวกันกับในภาวะขาขึ้นที่มีระยะมีส่วนร่วมเหมือนกัน  แต่ในภาวะขาลงจะเป็นไปทิศทางตรงกันข้าม ข้อมูลข่าวสารที่ออกมาสู่สาธารณชนจะเป็นไปในทางลบ นักลงทุนส่วนใหญ่ขายสินทรัพย์ออกมาในขณะที่มีผู้ซื้อเหลือน้อยลงเต็มที

3.2.3 ระยะตื่นตระหนก (The Panic Phase) เป็นระยะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขายสินทรัพย์กันอย่างหนักในช่วงระยะเวลาสั้นๆ มีข่าวร้ายเต็มตลาด จนดูเหมือนจะอยู่ในภาวะที่เลวร้ายที่สุด เมื่อนั้นระยะสะสม (The Accumulation Phrase) ของภาวะขาขึ้น (Primary Upward Trend) ก็จะกลับมาอีกครั้ง เป็นวัฎจักรที่เกิดขึ้นซ้ำๆ (The Cycle Repeats Itself.)

4. ดัชนีต่างๆ จะยืนยันภาวะขาขึ้น(หรือขาลง) ซึ่งกันและกัน (Market Indexes Must Confirm Each Other) เพื่อให้นักลงทุนได้เห็นสภาวะการลงทุนในช่วงเวลานั้นๆ ได้ง่ายขึ้น  ในช่วงแรกๆ ของการเกิดตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ มีการสร้างดัชนีขึ้นมาสองดัชนีคือ Dow Jones Industrial Index และ Dow Jones Rail Index (หรือ Transportation Index ในปัจจุบัน) การขึ้น(หรือการลง) ของตลาดจะต้องมีความสอดคล้องกันทั้งสองดัชนี หรือสองดัชนีนี้ต้องขึ้นหรือลงไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะสะท้อนสภาวะแวดล้อมที่แท้จริงของทั้งตลาดในช่วงเวลานั้นได้จริงๆ  หรือสะท้อนออกมาเป็นแนวโน้มหลัก (Primary Trend) นั่นเอง

5. ปริมาณการซื้อขายต้องยืนยันแนวโน้ม (Volume Must Confirm The Trend) ในทฤษฎีดาวนั้น สัญญาณซื้อขายจะขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคาเป็นหลัก ปริมาณซื้อขายถูกใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการเคลื่อนไหวของราคาอีกทีหนึ่ง นั่นคือปริมาณการซื้อขายควรจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคากำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับเทรน และควรจะลดลงเมื่อราคากำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเทรน ตัวอย่างเช่น ในภาวะขาขึ้น ปริมาณการซื้อขายควรจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาขึ้น และลดลงเมื่อเมื่อราคาลดลง เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่อยากขายสินทรัพย์ออกมาเพราะเชื่อว่าตลาดภาพรวมยังเป็นขาขึ้นอยู่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าปริมาณการซื้อขายเป็นไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับเทรน จะแสดงให้เห็นถึงการอ่อนกำลังลงของเทรนที่กำลังเป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ภาวะตลาดเป็นขาขึ้นแล้วปริมาณการซื้อขายเบาบางเมื่อราคาขึ้นแสดงให้เห็นว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนกำลังลง หรือการที่ปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นในวันที่ราคาลง นั่นหมายถึงผู้ซื้อเริ่มออกจากตลาดหรือเปลี่ยนเป็นผู้ขายไปเสียแล้ว ก็มีโอกาสน้อยลงที่ตลาดจะยังคงเป็นขาขึ้นต่อไป

6. ทิศทางตลาดจะยังไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าจะมีการกลับตัวที่ชัดเจนเกิดขึ้น (Trend Remains In Effect Until Clear Reversal Occurs) นักลงทุนควรจะรอความชัดเจนของแนวโน้มหลักว่าได้มีการเปลี่ยนทิศทางอย่างแน่นอนแล้วจึงค่อยเปลี่ยนทิศทางการลงทุน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนจากแนวโน้มรองหรือการปรับฐานเนื่องจากแนวโน้มรองจะสวนทางกับแนวโน้มหลักที่จะยังคงดำเนินต่อไป

จากทฤษฎีดาวนี้ ได้กลายเป็นพื้นฐานของแนวคิด และเป็นต้นกำเนิดเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคที่มีอยู่อย่างหลากหลายในปัจจุบัน ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะทฤษฎีหรือแนวคิดพื้นฐานสำคัญที่ผู้ลงทุนควรทราบ และมักพบในบทวิเคราะห์ หรือข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนอยู่เสมอ หากผู้ลงทุนมีความเข้าใจในแนวคิดพื้นฐานเหล่านี้ ก็จะสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น หรือแม้กระทั่งวิเคราะห์หาจุดซื้อจุดขายด้วยตนเองได้ ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสารเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคได้ที่ด้านล่างนี้

 

แหล่งข้อมูลที่อ้างอิง : 

Investopedia, Financial Theory Tutorials, (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก www.investopedia.com/university/Dowtheory/default.asp (วันที่ค้นข้อมูล 9 พฤษภาคม 2557)

 

เรารู้จักเงินเฟ้อและเงินฝืดมากแค่ไหน

          จากข่าวสารที่เราทุกคนได้รับว่า “อัตราเงินเฟ้อไทยในเดือนพ.ค. 2558 ติดลบเป็นเดือนที่ 5 โดยดัชนีราคาผู้บริโภคลดลงร้อยละ 1.27 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี (นับตั้งแต่เดือนส.ค. 2552)”

แล้วเงินเฟ้อกับเงินฝืด คือ อะไรมีความหมายต่อเศรษฐกิจอย่างไร

ถ้าเข้าใจง่ายๆเงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้วสูงขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจตามรูปวงจรเงินเฟ้อ

ขณะที่เงินฝืด คือ ภาวะการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อเศรษฐกิจตามรูปวงจรเงินฝืด

 

เงินเฟ้อไทยมาจากไหน

เงินเฟ้อไทยมาจากปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยภายนอกประเทศ

-ปัจจัยด้านอุปทาน คือ การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำต่อเนื่องโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพแรงงาน จึงสร้างภาระรายจ่ายผูกพันภาครัฐ และการแทรกแซงกลไกตลาดได้สร้างความไม่สมดุลในระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือ การแทรกแซงค่าจ้างแรงงาน โดยกำหนดให้เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำต่อเนื่องอย่างไม่สอดคล้องกับศักยภาพของแรงงาน ปัจจัยนี้ส่งให้เงินเฟ้อและทำให้ประเทศมีรายได้ที่ลดลง เนื่องจากประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เพราะต้นทุนแรงงานต่อหน่วย (Unit Labor Cost) ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างเทียบกับการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพของแรงงานเพิ่มขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง  ผลิตภาพของแรงงาน(Labor Productivity) เพิ่มขึ้นช้ากว่าการปรับตัวของค่าจ้างมาก ความสามารถในการแข่งขันจึงอยู่ในระดับต่ำที่สุด (หลังจากนอกเรื่องไปพักใหญ่มาต่อด้วยปัจจัยนอกประเทศที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อดีกว่า

-ปัจจัยภายนอกประเทศ คือ น้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักของภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคม เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นนอกจากจะทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยตรงแล้ว โรงงานและธุรกิจต่างๆ ยังต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ผู้ผลิตทั้งหลายไม่สามารถแบกรับภาระดังกล่าวและจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้า จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในที่สุด ที่สำคัญ ทุกครั้งที่อัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งสูงกว่า ร้อยละ 10 สาเหตุมักจะมาจากปัจจัยด้านอุปทานเสมอ เช่น วิกฤติการณ์น้ำมันโลกครั้งที่1 และ 2 ซึ่งท้าให้อัตราเงินเฟ้อไทยในปี 1973 และ1980 เร่งขึ้นถึงร้อยละ 18 และ 16 ตามล้าดับ การที่ปัจจัยด้านอุปทานจากต่างประเทศสามารถกระชากเงินเฟ้อไทยให้เคลื่อนไหวรุนแรงอาจส่งผลต่อความรู้สึกของคนค่อน ข้างมากนอกจากนี้ เหตุที่ทำให้น้ำมันแพงกลับเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ปัญหาทางการเมืองในประเทศผู้ผลิตน้ำมัน และ ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประเทศเกิดใหม่ขนาดใหญ่ เช่น จีน และ อินเดีย เป็นต้น จึงชวนให้เชื่อ

ว่า สำหรับเศรษฐกิจเล็กและเปิดอย่างไทย เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยภายนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้

เราสามารถแบ่งเงินเฟ้อจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็น 2 ส่วนคือ

(1) เงินเฟ้อที่เกิดจากความนึกคิดหรือการคาดการณ์ของคน (หรือที่เรียกว่า“เงินเฟ้อคาดการณ์”)

เช่น ถ้าคนคิดว่าราคาสินค้าในอนาคตจะปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้บริโภคก็จะรีบใช้จ่ายเพื่อกักตุนสินค้า ผู้ผลิตก็จะชิงขึ้นราคา แรงงานก็จะกดดันให้ขึ้นค่าจ้าง ท้าให้เงินเฟ้อที่เคยเป็นเพียงการคาดการณ์กลายเป็นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงในที่สุด

(2) เงินเฟ้อที่เกิดจากความต้องการซื้อที่มากกว่าความสามารถในการผลิตของระบบเศรษฐกิจ (หรือที่เรียกว่า “อุปสงค์ส่วนเกิน”) เช่นในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่ 2 ในปี1976-79 และในช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มย้ากุ้งในปี1988-96  ซึ่งเป็นช่วงที่ปราศจาก

แรงกดดันด้านอุปทาน แต่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วผู้คนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นและต้องการจับจ่ายใช้สอย ขณะที่สินค้าผลิตไม่ทันกับความต้องการ ในภาวะเช่นนี้ ไม่ว่าพ้อค้าแม้ค้าจะขึ้นราคาสินค้าเพียงใดก็ยังขายได้ ราคาสินค้าจึงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในที่สุด